ฝรั่ง เจ้าโลกที่ไม่ควรให้อภัย

ฝรั่ง เจ้าโลกที่ไม่ควรให้อภัย

บอร์ด ความรัก,ฝรั่งเจ้าโลกที่ไม่ควรให้อภัย ประสบการณ์ช.. โพสท์โดย oishi oishi"เจ้าของกระทู้นี้ ได้อ่านบทความนี้แล้ว รู้สึกว่าเป็นบทความที่ดีไม่น้อย จึงอยากนำมาแชร์ให้เพื่อนๆ ชาวโพสจังได้อ่านกัน" ถ้าโลกนี้มีแต่คนไทยเราก็คงไม่ต้องเดือดร้อนตีโพย ตีพายแต่เป็นเพราะคนไทยเป็นเพียงชนส่วนน้อยเล็ก ๆ บนโลกใบนี้ ถ้าเราไม่ปรับตัวให้รับมือกับสังคมโลกได้ เราก็คงเป็นได้แต่คนป่าหรือไอ้ไก่อ่อนเท่านั้น ถูกเขากลืนกินจนหมดสิ้น สุดท้ายเป็นได้แต่เพียงสุนัขแสนรู้ในสายตาของเขา                     จากการเรียนหนังสือและอยู่ในสังคม ฝรั่ง ได้รู้ได้เห็นหลายสิ่งที่แสลงหูแสลงในมากมาย จากวีรกรรมที่เขาเอาเปรียบคนอื่น ๆ บนความไม่รู้ บนความเป็นมิตรของคนอีกฝ่ายหนึ่งอย่างหน้าด้าน ๆ หรือการที่เขาเอาวัฒนธรรมของตัวเองตัดสินคนอื่น เช่น พวกอเมริกันเขามักจะยกเอาวีรกรรมบรรพบุรุษของเขามาพูดคุยกันอย่างติดตลกและ ภาคภูมิในเสียเต็มประดา ว่าจะหาที่ดินที่ไหนที่จะได้มาอย่างถูกแสนถูกมากไปกว่าที่ที่เป็นเมือง บอสตันอันยิ่งใหญ่มั่งคั่งทุกวันนี้ เพราะพวกพิวกริมเขาขอแลกกับอินเดียนแดงหน้าโง่มาด้วยเหรียญเงินกับลูกปัดอีก 2-3 ถุงเท่านั้น และเขาก็ต้องนึกอย่างจริงจังว่าการยึดได้เมืองขึ้นมากมายและการบังคับเอา ทรัพยากรหายากในเอเชียนั้น เพียงแค่เอาเรือรบมาปิดปากเมืองท่า เขาก็ได้สิ่งที่พึงประสงค์อย่างง่ายดาย จากชนชาติล้าหลังโง่เง่าทั้งหลาย                    ผมไม่ใช่คนเห็นขี้ฝรั่งแล้วก็ชมว่าหอม แต่ชื่นชมและเห็นดีด้วยจริง ๆ ว่าสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อฝรั่งด้วยกันเองนั้น สมควรชื่นชมและถูกต้องด้วยเหตุผล เขารักษาสิทธิอันพึงมีของเขา เขาไม่ยอมที่จะเสียสิทธิและกล้าที่จะบอกว่าเขากำลังเสียสิทธิ ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่กล้าเอาเปรียบใครเพราะรู้ว่าคนอื่น ๆ คงไม่ยอมแน่ ถ้าโลกนี้มีแต่คนไทยเราก็คงไม่ต้องเดือดร้อนตีโพยตีพาย แต่เป็นเพราะคนไทยเป็นเพียงชนส่วนน้อยเล็ก ๆ บนโลกใบนี้ ถ้าเราไม่ปรับตัวให้รับมือกับสังคมโลกได้ เราก็คงเป็นได้แต่คนป่าหรือไอ้ไก่อ่อนเท่านั้น ถูกเขากลืนกินจนหมดสิ้น สุดท้ายเป็นได้แต่เพียงสุนัขแสนรู้ในสายตาของเขา ในขณะที่ฝรั่งจะเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน และไม่กล้าเอาเปรียบกัน แต่ถ้าเขาแน่ใจจริงๆ ว่าเขาเอาเปรียบใครได้ละก็ “มันเอา...ถึงตายเลยแหละ”                    ตอนเรียนปริญญาโทที่อเมริกา ที่ที่เรียนอยู่นักเรียนต่างชาติจะมีคนที่ทำหน้าที่คล้ายอาจารย์ที่ปรึกษา เพียง 2 คน เป็น Advisor นั่นแหละ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องการเรียน การลงทะเบียนเรียน และให้คำแนะนำอื่น ๆ เท่าที่จะให้ได้กับนักเรียนต่างชาติ คนหนึ่งสุภาพเรียบร้อย อ่อนหวาน และดูให้เกียรตินักเรียนหน้าแขกหน้าตี๋และหน้าทุย ๆ อย่างเราดี แถมยังหน้าสวยหุ่นดีอีกต่างหาก เก็บเอาไปฝันกลางคืนได้เลยแหละ ส่วนอีกคนนั้นใคร ๆ บอกว่าหน้ายักษ์ ใจมาร และมองคนต่างชาติเหมือนสัตว์ป่า แต่บางคนก็ว่าถ้าไม่คิดมากไม่ถือสาก็พอจะคุยกับเขาได้ เสร็จธุระแล้วก็รีบออกมาอย่าอยู่นาน ใครที่มีธุระต้องเจอก็สามารถเลือกได้ว่าอยากจะเจอที่ปรึกษาคนไหน เป็นเรื่องจริงว่าที่ปรึกษาสาวสวยและแสนดีเหมือนนางฟ้านั้นต้องจองคิวล่วง หน้าถึง 4-5 วัน เพราะแต่ละวันเขามีคิวให้คนพบแค่ 6 คน คือ เช้า 3 บ่ายอีก 3 ยิ่งช่วงลงทะเบียนเรียนนี่รอกันเป็นสัปดาห์เลย                    วันหนึ่งมีเหตุด่วนต้องพบที่ปรึกษาเรื่องการขอย้ายชั่วโมงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน และต้องรีบเพราะอีก 2 วันจะถึงวันที่ต้องเรียนแล้ว ผมขอนัดกับนางฟ้าแสนสวยกับพนักงานธุรการ ปรากฏว่าเธอจะว่างในอีก 5 วันข้างหน้า ผมเลยถามถึงที่ปรึกษาอีกคน ซึ่งไม่เคยขอนัดพบกับเธอมาก่อนเลย เพราะหวาด ๆ กับคำร่ำลือและรู้สึกว่าเวลาได้พบกับที่ปรึกษาแสนสวยแล้วมีความสุขดี เก็บเอาใบหน้าและทรวดทรงไปจดจำได้อีกหลายวัน ปรากฏว่าที่ปรึกษาอีกคนนั้นอยากจะพบเดี๋ยวนี้ก็ได้ เพราะตารางนัดของเธอมักจะว่าง ผมเลยขอนัดบ่ายโมงวันรุ่งขึ้น จะได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมในเสียหน่อย                    วันรุ่งขึ้นผมมาถึงที่นั่นก่อนบ่ายโมงประมาณ 5 นาที เมื่อมาถึงแล้วแจ้งความจำนงกับพนักงานธุรการว่าได้นัดที่ปรึกษาคนนั้นไว้ตอน บ่ายโมงตรง ถามว่าจะพบเลยได้ไหมเพราะเหลือเวลาอีก 5 นาที พนักงานธุรการบอกว่าเธอนั่งอยู่ในห้องและไม่มีแขก ไปลองถามเธอดู ผมจึงเดินไปที่ห้องเห็นประตูเปิดอยู่ และเห็นเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เยี่ยมหน้าเข้าไปยังไม่ได้เดินเข้าไปแนะนำตัวแล้วถามว่าขอเข้าพบเลยได้ไหม เธอบอกว่าให้รอเดี๋ยว ผมเลยเดินกลับออกมายืนรอที่เคาน์เตอร์ธุรการ สักพักก็เห็นเธอเดินออกมาคิดว่าจะมาหาแต่เปล่าเลย เธอก็เดินไปเดินมาของเธอคุยกับคนนั้นทีคนนี้ที กระทั่งเวลาบ่ายโมงสิบมาถึง ผมก็ยืนรออย่างใจเย็น พนักงานธุรการเดินมาถามอีกทีว่ามาทำธุระอะไร ผมบอกว่ามารอที่ปรึกษาคนนี้อยู่นั่นแหละ เธอหันไปมองที่ปรึกษาคนนั้นที่กำลังเดินไปเดินมาแล้วก็บอกว่าเดี๋ยวเธอคง เสร็จธุระ ผมก็ยืนรอต่อไป กระทั่งเวลาบ่ายโมงยี่สิบมาถึง พนักงานธุรการก็เดินมาถามอีกว่ามาทำธุระอะไร ผมก็บอกว่ามารอที่ปรึกษาคนนั้นนั่นแหละ เธอถามว่านัดไว้หรือเปล่า ผมบอกว่านัดแล้ว เธอจึงหยิบสมุดนัดขึ้นมาดู ผมจึงถามว่า ตกลงตอนนี้ที่ปรึกษาคนนี้เขาพร้อมให้พบแล้วหรือยัง พนักงานธุรการบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน แล้วก็กลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง ในขณะที่ที่ปรึกษาคนที่รออยู่นั้นก็ยังเดินไปเดินมาหยิบนั่นหยิบนี่เหมือน ไม่รู้ว่ามีคนยืนรออยู่ กระทั่งเวลาบ่ายโมงสามสิบมาถึง ผมก็เริ่มรู้สึกตัวร้อนขึ้นมาอีกแล้ว พนักงานธุรการก็เดินมาถามอีกว่ามาธุรกะอะไร ผมก็บอกเหมือนเดิมว่ามารอพบที่ปรึกษาคนนั้นนั่นแหละ แต่พูดเสียงดังขึ้นตั้งใจจะให้เธอได้ยินเลยแหละ เธอก็หันมาทางผม ผมก็มองไปทางเธอแล้วถามว่า “คุณพร้อมแล้วยัง”                    เท่านั้นเอง เธอก็แปลงกายเป็นยักษ์ทันที เธอเดินแยกเขี้ยวมาหาแล้วถามว่ากล้าดีอย่างไรมาพูดเสียงดังกับเธอต่อหน้าลูก น้องของเธอ ผมบอกว่ามายืนรอนานครึ่งชั่วโมง ถ้าเธอไม่ว่างก็ไม่ควรจะรับนัด และถ้ามาถึงแล้วมีธุระพอดีก็ควรจะบอกให้กลับไปก่อน ไม่ใช่ให้มายืนรออย่างไร้ความหมายอย่างนี้ เธอรู้ว่าการตีหน้ายักษ์นั้นไม่ทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัว (อาจจะเคยทำมาก่อนหน้าแล้วเห็นว่าทำสำเร็จทุกรายไป) เธอจึงพูดเชิญอย่างกระแทกแดกดันให้ไปคุยกับเธอในห้อง เริ่มสั่งสอนอบรมผม สอบถามว่าเป็นคนชาติไหน สถานศึกษาชื่ออะไร ผมบอกว่าอายุผมกับเธอก็พอ ๆ กันนั่นแหละไม่ต้องมาสั่งสอน และบอกเธอว่าก็อยากรู้เหมือนกันว่าสถานศึกษาของเธอชื่ออะไร ไฉนจึงปล่อยให้คนมายืนรอต่อหน้าต่อตาได้ถึงครึ่งค่อนชั่วโมง เธอบอกผมว่าผมไม่มีสิทธิเรียกร้องและต่อรอง เธอจะให้ผมยืนรอนานแค่ไหนก็ได้ ผมเลยถามว่าเธออ้างสิทธิอะไรที่จะให้ผมยืนรอนานแค่ไหนก็ได้ เธอได้ฟังก็แสดงอาการคลุ้มคลั่ง ถามว่าผมมาพบด้วยเรื่องอะไร ผมก็แจ้งความประสงค์ไป เธอรับเอกสารไปและในอีก 2-3 นาทีต่อมาก็กลับมาพร้อมเอกสารประทับตราทำเรื่องราวเรียบร้อย แล้วบอกว่าเสร็จแล้วไปได้ แต่เธอจะนำความหยาบคายของผมไปฟ้องคณบดีให้ไล่ผมออก ได้ยินอย่างนี้ก็ตกใจกลัวเหมือนกัน ก็บอกเธอไปว่าถ้านี่คือความหยาบคายก็ต้องขออภัย แต่ขอให้เธอไปไตร่ตรองด้วยว่าสิ่งที่เธอทำนั้นเหมาะสมหรือเปล่า ขณะหันหลังเดินออกจากห้อง เธอแค่นหัวเราะแบบนางแม่มด เหมือนกับจะบอกว่า “ฉันเอาแกตายแน่”                    ผมกลับอพาร์ตเมนต์แล้วนอนไม่หลับทั้งคืน แค้นก็แค้น กลัวก็กลัว ผมคิดของผมเองว่าต้องหาทางป้องกันตัวไว้ก่อน รุ่งขึ้นเช้าเลยค้นสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองหาเบอร์โทรศัพท์คณะกรรมการเกี่ยว กับการศึกษาของเมืองที่อยู่ แล้วก็โทรไปบอกเรื่องราวให้เขาฟัง โดยตั้งประเด็นว่าการกระทำนี้เป็นการ ‘DISCRIMINATION’ คือการแบ่งแยกผิว เพราะรู้มาก่อนว่าพวกฝรั่งอเมริกันจะกลัวกันหัวหดเลยทีเดียวถ้าโดนใครฟ้อง ร้องเรื่องการแบ่งแยกผิว คนที่คุยโทรศัพท์กับผมก็ทำเสียงซี้ดซ้าด บอกว่าให้ร้องเรียนไปยังคณบดีให้จัดการเรื่องให้ และภายในสิบห้าวันถ้าไม่จัดการให้หรือไม่พอใจในผลให้โทร ฯ มาหาเขาอีกครั้ง ขณะเดียวกันผมก็อีเมลไปเล่าให้อาจารย์ที่นับถือและเชื่อว่าจะบอกเล่าให้เขา ฟังได้อยู่สองคน เผื่อได้คำแนะนำดี ๆ คนหนึ่งเป็นชายชื่อดั๊กก้า เป็นคนเชื้อชาติและสัญชาติอินเดีย สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ อีกคนเป็นหญิงอเมริกัน ชื่อทรอป อายุ 40 กว่าแล้ว แต่มีหน้าตาและหุ่นชวนฝันเหมือนวัยรุ่น มีมนุษยสัมพันธ์ยิ้มแย้มกับทุก ๆ คน เป็นอาจารย์สอนวิชาการตลาด ดั๊กก้าอีเมลตอบว่า “ช่างเขาเถอะ ฉันเองยังเคยโดนเลย”ส่วนทรอปตอบกลับมาว่า “อย่างนี้ต้องไปฟ้องคณบดี ฉันให้เธอไปบอกคณบดีได้เลยว่าฉันแนะนำให้เธอไปฟ้อง หรือจะให้ฉันไปช่วยพูดก็ได้ แล้วได้ผลอย่างไรมาบอกกันทันทีเลยนะ”คำตอบของคนทั้งสองได้สะท้อนถึงวัฒนธรรม ของโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกได้ชัดเจน ในขณะที่คนหนึ่งถือหลักขันติ ส่วนอีกคนถือหลักขันแตก เอ้อ...ไม่ใช่ อีกคนถือหลักความเสมอภาค และการกระทำของยายแม่มดคนนั้นก็สะท้อนวัฒนธรรมฝรั่งเช่นกัน เพราะเบื้องลึกแล้ว เขาไม่เห็นว่าจะมีใครเป็นคนได้สมบูรณ์เท่ากับพวกเขากันเอง                    ผมส่งจดหมายชี้แจงเรื่องราวและขออภัยไปยังคณบดี และเรียกร้องว่าถ้าเขาเอาผิด ผมก็จะเอาผิดเขาเรื่องที่กระทำกับผม ปรากฏว่าเรื่องนี้จบลงอย่างไรไม่ทราบ เพราะคณบดีก็ไม่ได้ตอบจดหมายกลับมา ยายแม่มดคนนั้นก็ไม่ได้กระทำอะไรกับผมอีก แต่เรื่องราวนี้เป็นที่โจษขานกันแน่นอน คงไม่มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แน่ เมื่อมีเหตุต้องไปติดต่อกับฝ่ายธุรการอีกก็ยังหวาด ๆ คิดมากไปว่า พนักงานธุรการที่นั่นจะปฏิบัติกับผมอย่างไร ปรากฏว่าทุกคนก็ปฏิบัติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่ได้ยินเสียงบอกเบา ๆ จากนักศึกษาที่ไปทำงานในฝ่ายนั้นว่า แม่มดคนนั้นปฏิบัติกับนักเรียนต่างชาติดีขึ้นกว่าแต่ก่อนพอสมควร                    ไม่ต้องพูดไกลไปถึงเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวพื้นเมืองในอเมริกาเป็น ล้าน ๆ คนเพียงเพราะเขามาอยู่ก่อนฝรั่งพวกนี้ หรือที่เขาจับคนดำไปเป็นทาส ยึดชาติบ้านเมืองคนเอเชียเป็นว่าเล่น บอกแล้วว่าเมื่อไหร่มันรู้ว่ามันได้เปรียบ มันเอาไม่ยั้งเลยทีเดียว เป็นสันดานของฝรั่งแท้ ๆ                    ตอนเรียนวิชากลยุทธ์การตลาด อาจารย์ที่สอนชื่อ ดร.นูเจนท์ คุยว่าได้เมียเป็นลูกหลานนายพลอันดับรองจากจอร์จ  วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา พวกฝรั่งด้วยกันได้ฟังก็ทำปากซี้ดซ้าด ประมาณได้กับเมืองไทยว่าได้เมียเป็นคนชั้นสูง ระดับเจ้านายเชื้อพระวงศ์ทำนองนั้น เพราะพวกฝรั่งอเมริกันเขาไม่มีเจ้าไม่มีนาย อย่างที่เราเห็นกันว่าลูกชายอดีตประธานาธิบดีเคเนดี้ซึ่งเพิ่งตายจาก เหตุการณ์เครื่องบินส่วนตัวตกเมื่อไม่นานมานี้ ทำไมถึงได้เป็นข่าวดังไปทั่วโลก คนอเมริกาถึงกับน้ำตาเล็ด เพราะเขายกให้เคเนดี้น้อยเป็นปรินซ์ออฟอเมริกาเลยทีเดียว นางแจกกาลีนซึ่งเป็นเมียประธานาธิบดีเคเนดี้ผู้เป็นพ่อ คนอเมริกันเขายกให้เป็นควีนออฟอเมริกาอย่างไม่เป็นทางการ                    มีโจ๊กฝรั่งอันหนึ่งพูดเกี่ยวกับการคุยข่มกันเรื่องชาติตระกูลว่า พวกอเมริกันเขาใช้วิธีวัดว่าใครเป็นคนอเมริกันขนานแท้ หรือทำนองเป็นผู้รากมากดีขนาดไหน วัดด้วยการถามคำถามว่าบรรพบุรุษมาตั้งรกรากในอเมริกาตั้งแต่เมื่อไหร่ ซึ่งคนที่จะถือว่าเป็นพวกผู้ดีเก่าของแท้ ก็ต้องเป็นคนที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวอังกฤษแท้ ๆ ที่อพยพมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ เมื่อสี่ห้าร้อยปีก่อน                    ในงานเลี้ยงอาหารค่ำของผู้รากมากดีครั้งหนึ่ง สาวคนหนึ่งได้พบกับสุภาพบุรุษสุดหล่อตามมาตรฐานสุดยอดผู้ดีอเมริกัน คือเป็นพวกสีผิวขาว ผมสีทอง ตาสีฟ้า พูดสำเนียงอังกฤษแท้ ๆ ชื่อและนามสกุลต้องเป็นภาษาอังกฤษเก่า (ถ้าต่างจากนี้ถือว่าไม่ใช่สุดยอดผู้ชายตามสเปคของสาวอเมริกัน ยกตัวอย่างเช่น แบรด  พิทท์ เป็นต้น หมอนี่ฝรั่งอเมริกันเขาโหวตของเขากันเองแล้วก็อวดอ้างว่าเป็นสุดหล่อของโลก สาวไทยเราก็ดันไปหลงใหลได้ปลื้มกะเขามั่ง) สาวนางนี้ได้สนทนากับชายหนุ่มแล้วเกิดพึงพอใจแต่ก็อยากจะวัดชายหนุ่มว่าชาติ ตระกูลเจ๋งพอฟัดพอเหวี่ยงกับเธอไหม เลยบอกพ่อหนุ่มไปว่าบรรพบุรุษของเธอเป็นพวกที่มากับเรือเมย์ฟลาวเวอร์ (คนอังกฤษที่ถือว่าเป็นรุ่นแรกที่สุดเป็นคนยากจนผู้เคร่งศาสนานั่งเรือชื่อ เมย์ฟลาวเวอร์มาลงที่เมืองปอร์ตสมัธ รัฐนิวแฮมเชียร์)  พ่อหนุ่มฟังแล้วก็เกิดอาการขนลุกเผลอกลืนน้ำลายดังเอื้อกอย่างไม่รู้ตัว แต่ด้วยความกลัวแพ้ฟอร์มผู้หญิง ก็เลยคุยไปว่า บรรพบุรุษของเขาไม่ได้มากับเรือเมย์ฟลาวเวอร์ แต่นั่งเรือส่วนตัวมาในยุคสมัยเดียวกันนั่นแหละ (แปลว่า บรรพบุรุษฉันทั้งเก่า แท้ และรวยซะด้วย (โว้ย) ถึงได้มีปัญญานั่งเรือส่วนตัวมาถึงฝั่งอเมริกา)                    กลับมาเรื่องของดร.นูเจ้นท์ หมอนี่นอกจากต้องยอมรับว่าเก่งการตลาดมาก ๆ แล้วยังสอนเก่งมากด้วย ที่ร้ายกว่านั้นคือ รู้จักสันดานคนเอเชียจนเข้าถึงพุง เพราะเล่าว่าเคยทำงานอยู่ในประเทศต่าง ๆ ในเอเชียเกือบ 20 ปี เคยไปทำงานบริษัทค้าไม้ในพม่าถึง 4-5 ปี ตอนเรียนเรื่องกรณีศึกษา ใครมีคำถามหรือมีประเด็นอะไรก็จะยกขึ้นมาให้คนในห้องช่วยกันคิดช่วยกันตอบ นักศึกษาฝรั่งคนหนึ่งพูดถึงการค้าน้ำมัน ด้วยความสงสัยว่าอเมริกาก็ถือว่ามีทรัพยากรน้ำมันมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และก็ผลิตน้ำมันได้มากด้วย แต่สงสัยว่าผลิตแล้วทำไมถึงเก็บลูกเดียว ไม่ยอมขาย พวกนักศึกษาก็เดากันไปต่าง ๆ นานา พอจบแล้วดร.นูเจ้นท์ก็สรุปให้ฟังว่า                    “ต้องดูว่าทรัพยากรนั้นเป็นอะไร เรารู้อยู่แล้วว่าน้ำมันเป็นของใช้แล้วหมดไปหาทดแทนไม่ได้ ในเมื่อต้นทุนในการผลิตน้ำมันของเรา (ของอเมริกา) กับของเขา (ของตลาดโลก) ต่างกันน้อยมาก ในความรู้สึกของคนทั่วไปก็ต้องคิดว่าเอาของตัวเองมาใช้ดีกว่าใช่ไหม ลองนึกในมุมกลับ ถ้าเราเก็บของเราไว้และปล่อยให้เขาผลิตออกมาขายอู่เรื่อย ๆ โดยที่สักวันหนึ่งเขาก็ต้องขายจนหมด เมื่อถึงวันที่โลกนี้ไม่มีใครเหลือน้ำมันไว้ขายอีกแล้ว เหลือแต่เรา (อเมริกา) ลองคิดดูซิว่าอะไรจะเกิดขึ้น”คำตอบพื้น ๆ ของดร.นูเจ้นท์ ฟังแล้วสะใจมากขึ้น เมื่อหมอนี่พูดจบแล้วทำท่าเอามือป้องปากหัวเราะแบบพวกนักกักตุนสินค้า                    วันหนึ่งจู่ ดร.นูเจ้นท์ก็เอาบทความเล็ก ๆ จากหนังสือพิมพ์มาแจกนักศึกษา เนื้อหาของบทความเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์บุหรี่ของโลก ไม่ใช่ทางด้านสุขภาพนะครับ ทางด้านการค้า บทความนี้ พูดในทำนองว่า “ปัจจุบันนี้ (เมื่อพ.ศ. 2537) ประเทศที่ยังคงมีมาตรการกีดกันทางการค้าซึ่งไม่เป็นธรรมอยู่ในโลก 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่นและไทย ได้ลดมาตรการกีดกันทางการค้าลง จากความพยายามของผู้เกี่ยวข้องทางการค้าของสหรัฐ ฯ ที่พยายามโน้มน้าวให้ประเทศทั้ง 2 ลดมาตรการดังกล่าวลงด้วยการยอมให้สหารัฐ ฯ ส่งบุหรี่เข้าไปขาย”แล้วก็เปิดโอกาสให้นักศึกษาช่วยกันแสดงความเห็น                    พวกฝรั่งก็ตำหนิติเตียนทั้งสองประเทศนี้ว่าไม่แฟร์ เป็นหน้าที่ของชาติที่เจริญที่จะต้องไปผลักดันให้ทุกประเทศในโลกปฏิบัติต่อ กันอย่างตรงไปตรงมาและเสมอภาคกัน เลือดรักชาติของผมก็ขึ้นหน้า เลยบอกไปว่า ถ้าความสามารถในการแข่งขันเท่ากันก็น่าจะทำได้ แต่ทีนี้ความสามารถในการแข่งขันไม่เท่ากัน พวกอเมริกันจะได้เปรียบกว่ามาก และด้วยข้อเท็จจริงคล้ายกับว่ารัฐบาลอเมริกันถือโอกาสแทรกแซงประเทศไทยด้วย การกึ่งบังคับให้ยอมรับบุหรี่อเมริกัน ไม่ใช่การโน้มน้าวอย่างที่หนังสือพิมพ์พูดหรอก                    พวกฝรั่งรักชาติก็เลยเรียงหน้ากันขึ้นมาถล่มผมใหญ่ เขาว่าตลาดในประเทศไทยแท้ ๆ จะบอกว่าความสามารถในการแข่งขันไม่เท่ากันได้อย่างไร คนท้องถิ่นย่อมมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ดีกว่า แบรนด์โลยัลตี้ย่อมดีกว่าการเข้าถึงลูกค้าได้ย่อมมีประสิทธิภาพกว่า “ถ้าจะกีดกันกันจริง ๆ แกก็ไปบอกคนในประเทศแกสิว่า อย่าซื้อบุหรี่ของคนอเมริกันสูบ”เขาอธิบายให้ผมฟังแล้วก็ทิ้งท้ายแบบนี้